AFRIMS Armed Forces Research Institute of Medical Sciences
  • About AFRIMS
  • News
  • Publications
  • Locations / Facilities
  • Contact Us
Left navigator bar NewComer Information Check E-mail Hman Subjects Protection Information Management Resource Management Research Support Logistics Library Epidemiology and Disease Surveillance Human Resources Veterinary Medicine Virology Embassy of the United States, Bangkok Retrovirology JUSMAG Immunology Entomology Enteric Diseases AKO (Army Knowledge Online) Senior NCO RTA-AFRIMS WHO Collaborating Center Director WRAIR iSalute
RV144 HIV Vaccine Trial
Thai or English version Thai version English version Download PDFDownload Press Release RV144 HIV Vaccine Trial in PDF

แถลงการณ์จากผู้สนับสนุนโครงการศึกษา
วัคซีนเอดส์ ทดลองระยะที่ 3 (RV 144)

MHRP logo AFRIMS MHRP MOPH-TAVEG
ติดต่อ: คุณนุสรา ไทยธวัช
โทร 026444888 ต่อ 4953
มือถือ 0859802462

RV144 HIV Vaccine Trial

วันที่ 5 เมษายน 2555 เมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมรี่แลนด์ – คณะนักวิจัยชั้นนำด้านวัคซีนเอดส์ได้ค้นพบข้อมูลที่ช่วยบ่งบอกเกี่ยวกับปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่อาจจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันอาสาสมัครจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองชนิด “ปูพื้น-กระตุ้น” ระยะที่ 3 (RV144) ซึ่งเป็นการวิจัยต่อยอดภายหลังจากทราบผลของวัคซีนเอดส์ทดลองดังกล่าว โดยผลของการวิจัยต่อยอดครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine ฉบับออนไลน์ในวันนี้

โครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 ซึ่งได้ดำเนินการโดยนักวิจัยไทยร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติ เป็นการวิจัยวัคซีนเอดส์จนสามารถค้นพบได้เป็นครั้งแรกของโลกว่าวัคซีนเอดส์ทดลองชนิดนี้มีผลในการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง โดยพันเอกนายแพทย์เจอโรม คิม จากโครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐ (Military HIV Research Program) และเป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัย ได้กล่าวว่า “ผลการวิจัยต่อยอดครั้งนี้ ได้สนับสนุนและขยายความรู้ความเข้าใจผลของการวิจัยโครงการ RV144 อย่างมาก และยังเกิดความรู้ใหม่ที่อาจนำไปสู่การพัฒนาวัคซีนเอดส์รุ่นต่อไปที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” 

การวิจัยต่อยอดครั้งนี้เป็นการวิจัยทางห้องปฏิบัติการ โดยเป็นความร่วมมือของนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวอลเตอร์รีด (Walter Reed Army Institute of Research) และมหาวิทยาลัยดุ๊ก ประเทศสหรัฐอเมริกา (Duke University) กับนักวิจัยจากกว่า 25 สถาบัน ในการร่วมกันวิเคราะห์ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่พบได้ในกลุ่มอาสาสมัครโครงการ RV144 ที่ได้รับวัคซีน จนสามารถพบว่า อัตราการติดเชื้อในกลุ่มอาสาสมัครที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมีความสัมพันธ์กับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแอนติบอดี้ชนิดต่าง ๆ

นายแพทย์บาร์ตัน เฮนส์ (Barton Haynes) หัวหน้าคณะนักวิจัยได้กล่าวว่า “การวิจัยต่อยอดครั้งนี้ เป็นความร่วมมือกันของนักวิจัยทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ได้ช่วยกันทำการศึกษาวิเคราะห์การทำงานของภูมิคุ้มกันเพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดวัคซีนเอดส์ในโครงการ RV144 จึงแสดงผลในทางป้องกันการติดเชื้อ โดยการเปรียบเทียบการตอบสนองภูมิคุ้มกันระหว่างอาสาสมัคร ผู้ที่ติดเชื้อกับผู้ที่ไม่ติดเชื้อ จนเชื่อได้ว่าเราได้พบข้อมูลที่ช่วยชี้แนะว่า วัคซีนเอดส์ในโครงการ RV144 มีกลไกการทำงานอย่างไร”

ผลการวิจัยต่อยอดประการแรกคือการค้นพบว่า อาสาสมัครที่มีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน(แอนตี้บอดี้)ชนิดไอจีจี (IgG) ซึ่งมีความจำเพาะกับส่วนที่เรียกว่า V2 ที่เป็นส่วนประกอบบริเวณผิวเปลือกนอกของไวรัสเอชไอวี (Envelope Protein) จะมีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่มีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดนี้ ซึ่งนำไปสู่การตั้งสมมติฐานที่ว่า การที่ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดไอจีจีนี้ จับกับส่วนที่เรียกว่า V2 ของไวรัส อาจช่วยในการป้องกันการติดเชื้อ

ผลการวิจัยประการที่สองบ่งชี้ว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวัคซีนที่มีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดไอจีเอ (IgA) น่าจะมีความจำเพาะในการจับบริเวณผิวเปลือกนอกของเชื้อเอชไอวีซึ่งมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้มากกว่าอาสาสมัครที่ไม่มีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดไอจีเอชนิดนี้หรือมีน้อยกว่า คณะนักวิจัยจึงได้ตั้งสมมติฐานว่าปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันชนิดไอจีเอนี้อาจไปขัดขวางการทำงานปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่จำเพาะกับบริเวณผิวเปลือกนอกของไวรัสที่ทำหน้าที่ในการป้องกันการติดเชื้อ

ส่วนผลของการวิจัยวัคซีนเอดส์ RV144 ที่ได้มีการสรุปผลไปก่อนหน้านั้น เป็นการวิจัยวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3  เพื่อทดสอบประสิทธิผลของวัคซีนในกลุ่มอาสาสมัครคนไทยที่ไม่ติดเชื้อจำนวน 16,000คน และได้มีการตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine  เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ผลการวิจัยในครั้งนั้นสรุปได้ว่า วัคซีนชนิด “ปูพื้น-กระตุ้น” ซึ่งใช้วัคซีนที่ชื่อว่า ALVAC® HIV and AIDSVAX® B/E นั้น วัคซีนมีความปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มอาสาสมัครที่รับวัคซีนได้ร้อยละ 31.2 ผลการศึกษาของวัคซีนในครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นครั้งแรกในโลกที่พบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถวิจัยค้นคว้าเพื่อให้ได้วัคซีนเอดส์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผล และยังเป็นโอกาสที่จะทำการวิจัยต่อยอดเพื่อค้นหาปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอัตราการติดเชื้อในกลุ่มอาสาสมัคร

ผลจากการวิจัยต่อยอดในห้องปฏิบัติการที่ได้มีการค้นพบใหม่นี้ ได้สร้างสมมติฐานสำหรับการทดสอบวัคซีนเอดส์รุ่นใหม่ในอนาคต โดยจะทำให้นักวิจัยสามารถคัดเลือกวัคซีนเอดส์ทดลองที่มีแนวโน้มว่าจะมีผลในการป้องกันได้ดียิ่งขึ้น โดยพันเอกนายแพทย์เนลสัน ไมเคิล ผู้อำนวยการโครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐ ได้กล่าวว่า “วัคซีนเอดส์ทดลองอาจแสดงผลการป้องกันผ่านกลไกที่หลากหลาย ดังนั้นเราจึงต้องการการวิจัยที่ต่อเนื่องไปจากนี้เพื่อทำความเข้าใจผลการวิจัยนี้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการค้นหาว่าผลการวิจัยต่อยอดนี้ จะนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวัคซีนเอดส์รุ่นถัดไป หรือวัคซีนแบบเดียวกันนี้กับเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์อื่น หรือวัคซีนแบบเดียวกันนี้กับกลุ่มประชากรที่มีการติดเชื้อผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือไปจากการติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์แบบชายกับหญิงได้หรือไม่”

การศึกษาต่อยอดโครงการวัคซีนเอดส์ RV144 นี้ เป็นการวิจัยในห้องปฏิบัติการที่ริเริ่มและประสานงานโดยโครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐ แห่งสถาบันวิจัยวอลเตอร์รีด โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองบัญชาการวิจัยเวชยุทโธปกรณ์ (The U.S. Army Medical Research and Materiel Command) แห่งกองทัพบกสหรัฐอเมริกา และกองโรคเอดส์ของสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (National Institute of Allergy and Infectious Diseases : NIAID)ภายใต้สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health : NIH)  ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นความร่วมมือจากนานาชาติที่มีศูนย์ภูมิคุ้มกันวิทยาสำหรับวัคซีนเอชไอวี /เอดส์ (Center for HIV/AIDS Vaccine Immunology : CHAVI) เป็นแกนหลัก ที่มีนายแพทย์บาร์ตัน เฮนส์ เป็นผู้อำนวยการ โดยศูนย์นี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ ภายใต้สถาบันสุขภาพแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา และการดำเนินงานร่วมกับองค์กรความร่วมมือเพื่อการค้นคว้าวัคซีนเอดส์ (Collaboration for AIDS Vaccine Discovery) ที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์ (Bill and Melinda Gates Foundation) นอกจากนี้ยังมีศูนย์สถิติสำหรับการวิจัยและการป้องกันเอชไอวี /เอดส์ แห่งศูนย์มะเร็งเฟรด ฮัทชินสัน (The Statistical Center for HIV/AIDS Research and Prevention (SCHARP) at the Fred Hutchinson Cancer Research Center) รับผิดชอบในส่วนการออกแบบระเบียบวิธีวิจัยทางสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล

เอกสารรายละเอียดเพิ่มเติม

  1. บาร์ตัน เฮนส์และคณะ “การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของภูมิคุ้มกันจากการวิจัยประสิทธิผลของวัคซีนอัลแวคและเอดส์แวกซ์ เชื้อเอชไอวี-1” The New England Journal of Medicine , พ.ศ. 2555. (B. Haynes et al., Immune Correlates Analysis of the ALVAC-AIDSVAX HIV-1 Vaccine Efficacy Trial. N Engl J Med 2012).

  2. ศุภชัย ฤกษ์งามและคณะ “ผลของการฉีดวัคซีนเอดส์ อัลแวค-เอดส์แวกซ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี-1ในประเทศไทย” The New England Journal of Medicine, 2009 ฉบับที่ 361 หน้าที่ 2209-2220 . (S. Rerks-Ngarm et al., Vaccination with ALVAC and AIDSVAX to Prevent HIV-1 Infection in Thailand. N Engl J Med 2009; 361:2209-2220).

ข้อมูลแนะนำ
โครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐ (MHRP) แห่งสถาบันวิจัยวอลเตอร์รีด (WRAIR) กองทัพบกสหรัฐอเมริกา ดำเนินการวิจัยพัฒนาเพื่อค้นหาวัคซีนเอดส์ที่มีประสิทธิผล และบูรณาการงานป้องกัน รักษา วินิจฉัยและติดตามผล โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการป้องกันกำลังพลของกองทัพและลดผลกระทบของโรคเอดส์ทั่วโลก โครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐได้พัฒนาหน่วยวิจัยระหว่างประเทศที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ 5 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย นอกจากนี้โครงการวิจัยเอชไอวีกองทัพสหรัฐ ยังมีความร่วมมือในการดูแลป้องกันเอดส์และบริการรักษาโดยได้รับทุนจาก “แผนฉุกเฉินของประธานาธิบดีเพื่อบรรเทาปัญหาเอดส์ (PEPFAR) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก กับกองทัพของประเทศในทวีปแอฟริกาและชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินการวิจัย

รายละเอียดเพิ่มเติม ค้นหาได้ที่ www.hivresearch.org

Recent Activities at AFRIMS
AFRIMS recent activities HIV Vaccine Study First to show effectiveness AFRIMS on Dengue at Voice of America AFRIMS on Malaria in New York Times AFRIMS researchers instructed 104 medical cadets from Phramongkutklao College of Medicine AFRIMS hosts infectious diseae surveillance workshop for laos PDR lab technicians AFRIMS concludes Pilat Malaria Prophylaxis clinical trial in Cambodia Dr. Rampa Rattanarathiul received the Belkin Award, The highest honor given by the AMCA Dedication and opening of joint AFPMC AFRIMS molecular laboratory in the Phillippines NBC shows story on drug resistant malaria on the Thai-Cambodia border in Cambodia Malaria Vaccine: Inside look at first human trial from BBC news HVRC opening ceremony Change of Command 2015 AFRIMS leaders join "Bike For Mom 2015" event US Embassy Employee of the Month Public Release of Joint Concept of Health Services Public Release of Joint Concept of Health Services more AFRIMS activities